ลูกคนเดียว

posted on 08 Sep 2009 10:20 by kalamell

เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่ผมแต่งขึ้น ในช่วงกลับมาจากไปหาแม่ มันจะครบรอบ 1 ปี วันที่ 25 นี้ครับ ลองอ่านดูนะครับ (ปล. เคยเอามาลงแล้วครั้งหนึ่ง เหอๆ )

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในระหว่างการทำงานที่ทุกอย่างดูสับสนวุ่นวาย

เสียงผู้คนในสำนักงานแข่งกันพูดจนฟังแล้วน่ารำคาญ

เสียงโทรศัพท์ที่ดังอย่างไม่ขาดสาย โดยที่ไม่มีใครสนใจ

ผม เองก็เป็นผู้หนึ่ง ที่อยู่ในการทำงานแบบนี้ และผมยังคงทนทำงานที่นั่นต่อไป เพราะสภาพเศรษฐกิจส่วนตัว ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยต่อการย้ายที่ทำงานใหม่ สักเท่าไหร่นัก

ใน ขณะที่ผมกำลังง่วนกับงานที่มากมายอยู่ตรงหน้าและไม่รู้ว่ามันจะมีทางที่จะ เสร็จง่ายหรือไม่ สายตาแว่บหนึ่งของผมก็หันไปมองกับปฏิทินที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะ ขนาดเกือบหนึ่งเท่าครึ่งของฝ่ามือ พื้นสีขาวแต่มีรูปการ์ตูนประดับอยู่ที่มุมด้านขวา พร้อมกับบอกวันที่ตามปฏิทินสากล

ฮึ จะวันแม่แล้วเหรอ ผมถามตัวเองเบาๆ

นี่เราไม่ได้กลับไปหาแม่นานเท่าไหร่แล้วนะ ผมพูดในขณะที่เสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นมา

ผมรีบกดรับ พร้อมกับเอามือป้องปากขณะพูด เพื่อไม่อยากให้มีเสียงดังเพิ่มขึ้นไปอีก และ ไม่อยากให้เสียงภายนอกเล็ดลอดเข้ามา

สวัสดีครับ ผมกล่าวต้อนรับ

ห้าวเหรอ เสียงนุ่ม ๆ นั้น ขานรับออกมา

ครับ ๆ  ใครเหรอครับ ผมตอบอย่างสงสัย

นี่ อะไรกัน จำไม่ได้เหรอ เสียงนุ่ม ๆ นั้น ตอบออกมา พร้อมกับชวนให้ผมคิดว่าเสียงนุ่ม ๆ นี้เสียงใคร แล้วผมก็ต้องร้องด้วยความตกใจบวกกับดีใจ

แม่ !!”

ไอ้ลูกหมาเอ้ย แม่ของผม พูดออกมาปนเสียงหัวเราะ

ไม่มาหาแม่เลยนะ นี่มันก็ผ่านไปตั้ง 5 ปีแล้วนะ ตั้งแต่เรียนจบ

เอ่อ มันยุ่งหน่ะแม่ ผมตอบกลับไป

ยุ่ง ไม่ยุ่งก็ไม่เห็นโทรมาหาแม่บ้างเลยนะ แม่พูดออกมาเหมือนต่อว่านิดๆ

เอ่อ ผมนึกอะไรไม่ออก

แม่ของผมรีบตอบกลับมา ไม่ต้องมาเอ่อ วันแม่ จะมาไหม

เอ่อผมกำลังนึกอีกครั้ง

ถ้าว่างก็มาแล้วกัน แต่ว่างไม่ว่างยังไงก็โทรมาบอกก่อนนะ แม่จะได้ผัดผักกระเฉดไว้ให้

ครับ ๆ ผมตอบกลับไป

งั้นแค่นี้แหละ แม่โทรมาเฉย ๆ ว่าง ๆ ก็โทรมาบ้าง นึกว่าตายไปแล้ว

ครับ ๆ ๆ

ทำงานไปเถอะ แม่ไม่กวนแล้ว แค่นี้นะลูก

ครับ ๆ สวัสดีครับ

จากนั้น แม่ผมก็วางโทรศัพท์

พร้อมกับในใจผมก็นึกตำนิตัวเอง ที่ไม่เคยไปหาแม่มานานแล้ว

พอหันมองดูปฏิทิน วันหยุดวันแม่ ก็ตรงกับช่วงหยุด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ พอดี เป็นเวลาอันเหมาะที่จะกลับบ้าน

กลับไปหาแม่อย่างที่แม่อยากให้ไป

 

 

พอถึงวันแม่ ผมไม่ได้โทรไปบอกแม่ว่าจะมา เพื่อให้แม่ประหลาดใจ

วันนั้น ผมตื่นตั้งแต่ตีห้า รีบอาบน้ำ และเตรียมเสื้อผ้าไปพอแค่ 2 ถึง 3 วัน

จากนั้นเมื่อเตรียมพร้อมทุกอย่างเสร็จจึงออกเดินทางไปยังสถานีขนส่ง เมื่อไปถึง ผมเห็นผู้คนมากมายที่เตรียมกลับบ้าน

บางคนสีหน้าดูมีความสุขที่จะได้กลับบ้าน

บางคนสีหน้าดูเหมือนรีบร้อนรนอะไรบางอย่าง เหมือนมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเขา

แม้ทุกคนจะดูวุ่นวาย และ กระตือรือร้น แต่ทุกคนนั้นล้วนแต่มีจุดประสงค์อย่างเดียวกันคือ

กลับบ้าน

พอถึงเวลาที่รถจะออก ผมนำกระเป๋าสัมภาระฝากไว้ที่ข้างรถโดยสารแต่ก็ไม่ลืมนำเอากระเป๋าเงินติดตัวไปด้วย

จากนั้นจึงยื่นตัวให้กับพนักงานต้อนรับ ผมได้ตัวเลขที่ 8 ซึ่งอยู่ติดกับหน้าต่างพอดี

ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้าน ผมคิดในใจว่า

น้องชายผมอีกคนจะเป็นอย่างไร เพราะว่าไม่ได้เจอกันมานาน

บ้านที่เคยอยู่จะเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า

ต้นไม้ที่เคยทำชิงช้าไว้ มันจะสูงใหญ่เพียงใด

และแม่

ยังสุขภาพแข็งแรงเหมือนที่เคยเป็นหรือไม่

 

ผมใช้เวลานั่งรถจากสถานีขนส่งถึงบ้านประมาณ 5 ชั่วโมง

ผมรับกระเป๋ามาจากเด็กรถ ที่อยู่ข้างรถบัส จากนั้น

ผมก็ขึ้นรถสองแถวประจำทาง คันสีแดงที่เคยนั่งอยู่ตอนสมัยเด็ก ๆ กลับบ้าน

สภาพของรถ ดูเก่ากว่าเมื่อก่อนมาก

อาจจะเพราะว่ามันถูกใช้งานมานาน หรือ คนขับไม่มีเวลาดูแลมากนัก

เมื่อรถออก สองข้างทางที่ผ่านตา ดูแตกต่างไปไม่เหมือนก่อน

ถนนที่เคยเป็นดินลูกรัง เดี๋ยวนี้กลายเป็นถนนลาดยางอย่างดี

ไม่ต้องทนหัวแดงเหมือนตอนเด็ก ๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปคือ จำนวนคนนั่งรถสองแถวประจำทาง

ยังคงแน่นเหมือนเดิม แต่ดูจากผู้โดยสารแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวมากกว่า

เมื่อรถสองแถวจะถึงหน้าบ้าน ผมกดกริ่งลงก่อนที่จะถึงบ้าน

โดยคิดว่าจะเดินไปหน้าบ้านเพื่อให้แม่ประหลาดใจ

หลังจากที่ลงจากรถและจ่ายเงินค่าโดยสาร ผมจึงเดินไปบ้านที่อยู่ห่างตรงหน้าประมาณ 100 เมตร

ระหว่างที่ผมเดินไป

ผมคิดว่า ผมจะทำอย่างไรดีเมื่อเจอหน้าแม่

จะพูดอะไรกับน้อง หรือจะเข้าไปไหว้รูปพ่อก่อนดี

และจะทำอะไรต่อมิอะไรที่ในกรุงเทพไม่มีให้ทำ

ทั้งตกปลา ทำสวน ผมคิดตลอดทาง 100 เมตรนั้น

 

 

เฮ้ย ใครวะ มีเสียงตะโกนดังออกมาจากป่าข้างทาง

แล้วเอ็งเป็นใครวะ ผมตะโกนตอบกลับ

เสียงลึกลับที่ไม่ปรากฏสัญชาติ ก็ตะโกนตอบกลับมาอย่างเสียงแข็ง ๆ และดูจะหาเรื่อง

 เฮ้ย ถิ่นกูนะเว้ย ไหน ๆ ขอกูดูหน้ามันหน่อยสิ

เออ กูก็อยากเห็นเหมือนกันหว่ะว่าใคร ผมตอบกลับไปอยากไม่กลัว เพราะถึงยังไง บ้านเราก็อยู่ตรงหน้า

เสียงเดินฉุบฉับ ๆ ออกมาจากข้างทาง

ที่เป็นพุ่มไม้สูงเกือบ 2 เมตร ก็มีร่างของชายอายุน่าจะสักประมาณ 18 20 ปี ตัวสูงกว่าผมเดินออกมา

เมื่อเขาเดินออกมาจากพุ่มไม้นั้น ก็มองผมด้วยความประหลาดใจ

ฮะ ๆ ๆ ๆ เฮ้ย  นะ ๆ ๆ นั่น ชายลึกลับเดินออกมา พร้อมกับชี้มาที่ผมด้วยสีหน้าตื่นเต้น

แม่ !!!” ชายคนนั้นตะโกนสุดเสียง

ผมตกใจแต่ก็พยายามเพ็งพินิจชายคนนั้น

อ้าว เฮ้ย ไอ้หอย นี่หว่า ผมตอบด้วยความดีใจ เพราะชายลึกลับที่อยู่ตรงหน้าผมนั้น คือน้องผมนั่นเอง

แม้ว่ารูปร่างหน้าตามันจะเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งทรงผมที่ไว้ทรงลากไทร ปะบ่า

ส่วนสูงที่สูงกว่าผมประมาณสัก 10 เซนติเมตรได้

ผมจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน มันยังเป็นเด็ก ม.1 ที่ตัวกะเปียกนิดเดียว แต่อย่างว่า

เด็กสมัยนี้โตเร็วมาก เพราะว่าโรงเรียนมีนโยบายแจกนมฟรี เด็ก ๆ จึงตัวสูงใหญ่ กว่าสมัยของผมมาก ที่มีแค่ น้ำอมฟูออไรค์ เท่านั้นเอง

จากนั้น น้องชายผม ก็วิ่งออกมารับกระเป๋าจากมือ พร้อมกับรีบฉุดมือผมให้เดินไว ๆ

เพื่อจะรีบพาไปให้ถึงบ้านเร็ว ๆ

ทำไมพี่ไม่โทรมาบอกก่อนหล่ะ ว่าจะมา จะได้ออกไปรับที่สถานี น้องผมพูดด้วยความดีใจ

พี่อยากจะ Surprise แม่หน่ะ ผมตอบกลับ

แหม ก็ปล่อยให้แม่รออ่ะนะ ว่าจะมาไม่มา ก็ไม่โทร รู้เปล่า แม่เขารอโทรศัพท์นะเนี่ย น้องผมแอบว่านิด ๆ

เมื่อไปถึงหน้าบ้าน น้องผมก็รีบนำกระเป๋าเอาไปเก็บ

ส่วนผมนั้นยืนอยู่หน้าบ้าน แล้วมองมาที่บ้าน

บ้านของผมเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น แต่ตอนนี้ ชั้นล่างได้ถูกก่อปูนฉาบไว้จัดเป็นห้อง

รอบๆ บ้านปลูกด้วยต้นมะม่วงเต็มไปหมด

ผมจึงเดินไปที่ต้นมะม่วงต้นใหญ่ที่ผมเคยทำชิงช้าไว้ตอนเด็ก ๆ และมันยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไป

แตกต่างไปตรงที่มันโตขึ้นมาก และกำลังออกลูกดกทีเดียว

ผมนั่งตรงชิงช้าที่ผมเคยทำไว้ แม้ว่ามันจะเก่าไปมาก แต่มันยังคงใช้งานได้ดีเหมือนเดิม

ผมโยกชิงช้านั้นช้า ๆ พร้อมกับเงยหน้ามองดูรอบ ๆ บ้าน

ลมพัดแผ่ว ๆ ชวนให้นึกถึงเรื่องเก่า ๆ

เรื่องที่เคยแอบหนีแม่ไปนอนบนต้นมะม่วง ทำให้ผมอดอมยิ้มไม่ได้

สักพักหนึ่ง แม่ของผมก็เดินออกมา ผมจึงรีบลุกขึ้นจากชิงช้า

สวัสดีครับ ผมกล่าว

ไหว้พระ ๆ แม่ตอบกลับมา

ไม่ได้ไหว้พระ ผมไหว้แม่นะ ผมพูดเพื่อหวังให้แม่หัวเราะ

ไอ้ลูกหมา แม่ตอบกลับมาพร้อมหัวเราะ

ลูกหมาก็ลูกแม่นะ ผมตอบยียวนกลับมา

เดี๋ยวจะโดน แม่ผมง้างมือ แต่ก็หัวเราะพร้อมยิ้มเล็กน้อย

มานานหรือยัง แม่ผมถาม

มาตั้งแต่ตีห้าแล้วแม่ ผมตอบกลับ

ทำไมไม่รู้จักโทรมาบอกก่อน ปล่อยให้รอ นึกว่าจะไม่มาซะแล้วนะเนี่ย ข้าวปลาอะไรก็ยังไม่ได้เตรียม แม่ของผมทำคิ้วขมวด ผมรีบตอบกลับว่า

ก็อยากให้แม่ประหลาดใจหน่ะ

เออ ๆ มาก็ดีแล้วหล่ะ เดี๋ยวให้ไอ้หอยออกไปซื้อกับข้าวมาให้กินกันหิวแล้วกัน แม่ผมหันหน้าเข้าบ้านพร้อมกับตะโกนว่า

ไอ้หอย ไปซื้อกับข้าวให้แม่หน่อยซิ

เออ ๆ เสียงน้องชายผมตะโกนออกมาจากบ้าน

เฮ้ย ๆ มึงเออ กับใครวะ ผมตะโกนดุเข้าไปในบ้าน แต่ดูแม่ผมไม่ได้คิดถือสาอะไรเลยแม้แต่น้อย

ผิดจากเมื่อหลายปีก่อน ที่แม่ของผมจะไม่มีทางให้ลูกไม่มีสัมมาคารวะเด็ดขาด

แต่หลังจากผ่านไปหลายปี เหมือนกับว่า

แม่จะวางมือไปแล้ว ผมดูแววตาของแม่อ่อนโยนลง ผิดกับเมื่อก่อนที่จะมีไม้แขวนเสื้อเป็นอาวุธประจำกายเสมอ

เมื่อน้องผมเดินออกมาพร้อมกับเข็นจักรยานคันเก่าที่ผมเคยขี่

สภาพของมันยังใช้งานได้ดีเหมือนเดิม

ตัง น้องผมเข็นจักรยานพร้อมกับแบมือมาทางแม่

แม่ผมหยิบกระเป๋าตังใบเล็ก ๆ จากกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย พร้อมกับหยิบแบงค์ร้อยที่ทับกันหลาย ๆ ใบอยู่ในนั้นมาหนึ่งใบ

เอาสอง น้องผมยิ้ม พร้อมกับชูนิ้วสองนิ้ว

แม่ผมก็หยิบให้อีก 1 ใบ

ผมรีบตอบไปว่า แม่ไม่ต้อง เอาไอ้หอย เอานี่ไป

ผมควักกระเป๋าเงินจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง

จากนั้นจึงหยิบเงินให้น้องไป 200 บาท

ไม่ต้องทอน ผมบอก

กินอะไร น้องผมถาม

อะไรก็เอามา ตอนเย็น ๆ ค่อยว่ากันอีกที แม่ผมตอบ

ครับ ๆ คุณกิ่ง น้องผมย้อน

พูดดี ๆ ซิ ผมบอกพร้อมกับตบไปที่หัวเบา ๆ หนึ่งที

น้องผมตะโกนเบา ๆ ตบทำไมวะ เดี๋ยวฉี่แตก

รีบ ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวพี่เขาหิว แม่ผมรีบตัดบท เพื่อให้น้องไปซื้อกำข้าวเร็ว ๆ

แล้วน้องผมก็ขึ้นค่อมรถ พร้อมกับปั่นออกไป

ไปแล้วนะ คุณกิ่ง น้องผมบอก

 

เออ ๆ ไปเร็ว ๆ ผมตอบกลับไป

แต่พฤติกรรมที่น้องผมแสดงออกไป

แม่ผมกับไม่มีความรู้สึกอะไร

นอกจากยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก

แต่ในใจผม กับโมโหอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ทำไมแม่ให้มันทำแบบนั่นหล่ะ ผมพูดแบบไม่พอใจ

ช่างมันเถอะ แม่ผมตอบเบา ๆ แบบนุ่ม ๆ

ช่างได้ไงแม่ มันเป็นลูกนะ ผมตอบ

 

แม่มีมันคนเดียว แม่ผมตอบพร้อมกับหันหน้ามาทางผม

 

ผมอึ้งไปอึดใจหนึ่ง

 

ตอน นี้ ก็มีมันนี้แหละที่ยังอยู่ ก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวถ้าแม่พูดอะไรมากไป มันก็ไม่อยู่กับแม่หน่ะสิ แต่ห้าวไม่ต้องกลัวนะ มันเป็นเด็กดี แม่พูดแบบยิ้ม ๆ

 

แต่ ผมตอบ

 

ช่างมัน ๆ แม่ไม่ถือสามันหรอก แม่ตอบ

แล้วเป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยไหมเนี่ย แม่ผมพูด แต่ผมไม่ได้ตอบอะไรเลย ได้แต่นิ่งเงียบ

 

อยู่ดี ๆ น้ำที่ตาก็ไหล ผมทรุดลงกับพื้น

แม่ ผมพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

พร้อมกับพนมมือ กราบลงไปที่เท้าของแม่

ผมขอโทษ

ผมปล่อยให้แม่ มีลูกคนเดียวมานาน

ผม  ผม           ผม

แม่ของผมไม่พูดอะไร แต่สายตาของท่านเคลือบไปด้วยน้ำตาแห่งความยินดี ที่ได้เห็นลูกชายกลับมาหา

แม่จับที่หัวของผม แล้วลูกผมเบาๆ

 

แค่ห้าวกลับมาหาแม่ แม่ก็ดีใจแล้ว